เพราะ…การสอนคือการเรียนรู้

เพราะ…การสอนคือการเรียนรู้

 

วันนี้มีเรื่องหนึ่งมานำเสนอ…

เป็นเรื่องราวอยากแนะนำ ชวนให้คิด และลองให้ตรองกันดู

คุณว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยเรานี้ มีวิธี แนวทาง และความเป็นไป อย่างไรกัน???

เมื่อวันที่ ๑๐-๑๑ มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมสัมมนาทางวิชาการ ระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยเรื่อง Voices in ELT

ขอเปิดประเด็น ELT ให้แน่ชัด สำหรับบางท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่าคือ English Language Teaching หรือ การสอนภาษาอังกฤษนั่นเอง แต่ Voices in ELT คืออะไรกันแน่ ผู้เขียนขอชี้แจงแถลงไขกันให้กระจ่าง

การประชุมสัมมนาในหัวข้อนี้ จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยน ”เสียง” ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหา และการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ไม่แม้แต่ในไทย แต่ในระดับนานาชาติ รองศาสตราจารย์​ดร. ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ ได้กล่าวไว้ในหนังสือแนะนำการประชุมครั้งนี้ ว่า ภาษาอังกฤษถือเป็นสื่อหลักในการสื่อสารของมนุษย์ การสอนภาษาอังกฤษ (ทั้งในฐานะที่เป็นภาษาที่สอง หรือเป็นภาษาต่างประเทศ) ซึ่งเป็นการเผยแพร่ภาษาอังกฤษให้บุคคลทั่วไปในโลกกว้างเข้าใจและใช้ได้จริงนั้น จึงมีความสำคัญไม่ต่างกัน

หากเปรียบคงเปรียบภาษาอังกฤษเป็นเมล็ดพันธ์ชั้นยอด แต่หากผู้ปลูกหว่านเมล็ดแบบไร้คุณภาพ สักแต่ว่าทำ ๆ ไป เมล็ดชั้นดีเหล่านั้นคงยากที่จะอยู่รอด หรือหากอยู่รอด คงรอดแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ และให้ผลผลิตที่ไม่สมบูรณ์แก่ผู้บริโภค

ต่อมา จึงมีคำถามที่ว่า แล้วการสอนภาษาอังกฤษที่ว่าสำคัญนั้น ควรมีแบบแผน มีวิธีการสอนเช่นไร จึงจะดี??

เป็นที่กล่าวกันโดยแพร่หลาย ว่าการสอนไม่ว่าจะภาษาใด ศาสตร์ใดก็ตามล้วนแต่ไม่มีสูตรเฉพาะตายตัว ว่าสอนแบบนี้ ผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ แต่หากสอนอีกแบบผลลัพธ์จะตรงกันข้าม การสอนเป็นศาสตร์ที่สามารถมีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ตามแบบฉบับของอาจารย์ผู้สอน ตามสภาวะรอบข้าง คือเพื่อให้เหมาะสมกับหลักสูตรที่จัดขึ้น และให้เหมาะสมกับนักศึกษาที่มากหน้าหลายตาและต่างพื้นฐานทางความรู้ แต่สิ่งสำคัญในการสอนคือ การสอนที่ดีควรมีความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มและลดผ่อนให้เหมาะและตรงกับความต้องการและความพร้อมของผู้เรียน

จากการได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ทำให้ได้ซึมซับเทคนิคการสอนเฉพาะบุคคลของคณาจารย์หลากหลายสถาบัน ได้เปิดโลกทัศน์ มองในมุมกว้างถึงความเป็นไป การเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ ความเหมาะสมที่แท้จริงของหลักสูตรและการสอนหลากแบบ เมื่อสิ่งที่ได้มาไม่สามารถทนเก็บไว้เพียงผู้เดียว จึงขอแจ้งและแบ่งปันกันตามประสาคนใคร่เล่า

อย่างที่ได้กล่าวไป การสอนภาษาอังกฤษเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ผู้รู้รู้ได้เฉพาะตน และเฉพาะหน้า ปรับไปตามสภาวะแวดล้อม เปลี่ยนตามผู้ส่งและผู้รับ แต่มีอีกสิ่งที่การสอนภาษาอังกฤษควรเปลี่ยนตามเป็นอย่างยิ่ง คือ สภาพสังคมและโลกที่เปลี่ยนไป

มีหัวข้อหนึ่งในการสัมมนา ว่าด้วยเรื่อง Teaching is Lifelong Learning: Reflections on Professional Development วิทยากร Jo-Ann Crandal อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Maryland Baltimore County แนะว่า การสอนคือการเรียนรู้ หากคุณหยุดเรียนรู้ คุณก็ควรหยุดสอน คุณจะมายืนสอนนักศึกษาด้วยความรู้ เทคนิค และวิธีการเดิม ๆ ยกตัวอย่างประโยคเก่าที่อาจารย์คุณสอนเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ก็คงไม่ดีแน่ โลกเราเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ มีเทคโนโลยีและสื่อต่าง ๆ ผุดขึ้นมายิ่งกว่าดอกเห็ด แน่นอนสิ่งใหม่ ๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป แต่สิ่งใหม่ ๆ เหล่านั้น ต้องมีซักสองหรือสามอย่างที่เราสามารถใช้ประโยชน์ หรือสามารถเชื่อมโยงกับการสอน ทำให้การสอนเรา ตรงใจ และ “โดน” กับกลุ่มเป้าหมายหรือนักศึกษาของเราได้

เมื่อสิ่งที่เราสอน “โดน” ใจ ผู้เรียน คือ ตรงกับความต้องการหรือสิ่งที่พวกเขาอยากรู้อย่างแท้จริง การสอนที่สัมฤทธิ์ผลก็ไม่ยากเกินจะไขว่คว้า…

ในการสัมมนาครั้งนี้ อาจารย์อาวุโสหลายท่าน ล้วนกล่าวถึง Facebook กันอย่างหนาหู บ้างก็แนะนำเกมส์ใน Facebook ให้นักเรียนชั้นมัธยมฝึกฝนหลังเลิกเรียน บ้างก็ชวนให้อาจารย์ผู้สอนใช้ Facebook เป็นสื่อกลางในการสั่งการบ้าน ตั้ง Community และสร้างความสัมพันธ์นอกห้องเรียนกับนักศึกษา ทำให้เส้นแบ่งระหว่างความเป็นครู กับศิษย์ ในแง่ของการเข้าถึงยากและเหมือนอยู่กันคนละโลก ได้บางลงไป (ส่วนเส้นแบ่งระหว่างความเคารพควรอยู่คงเดิม)

มีอาจารย์หลายท่านแนะให้นักเรียนนักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเว็บไซต์สอนภาษาอังกฤษเชื้อชาติไทยและเทศ หรือหาบทเรียนทาง Youtube เพราะลำพังอาจารย์เพียงคนเดียวจะกล่าวอ้างว่าตัวเองรู้ทุกสิ่งในโลกนี้คงไม่ถูกทั้งหมด อีกทั้งจะสอนให้นักเรียนรู้ทุกอย่างในโลกของอังกฤษเพียงการสอนในห้องเรียน ก็คงเป็นเรื่องยากเกิน แต่สิ่งที่เราทำได้คือ หยิบยืม(แต่ต้องให้เครดิตอาจารย์ที่เรานำมาสอน) หรือเสนอแนะช่องทางการสอนของอาจารย์ท่านอื่นที่ดี ๆ ให้กับนักเรียน ให้เขาลองเข้าไปค้นหา ทดลองเรียนรู้จากอาจารย์หรือผู้สอนเก่ง ๆ ในอินเตอร์เน็ตซึ่งมีมากมาย สิ่งที่เรา ในฐานะอาจารย์ผู้สอนทำได้คือแนะแนวทาง และคอยระแวดระวังอยู่ห่าง ๆ ดูว่าเว็บไซต์นี้ข้อมูลถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ หากไม่ก็ควรเปลี่ยนแหล่ง แต่หากดีอยู่แล้ว เราก็จะได้เสริมในสิ่งที่ในเว็บไซต์ยังอธิบายไม่ชัด หรือแทรกในสิ่งที่นักเรียนอยากรู้เพิ่มเติม ผู้เขียนคิดว่าการทำเช่นนี้ น่าจะลดภาระของอาจารย์ผู้สอนในห้อง และยังฝึกฝนให้ผู้เรียนได้ลองเริ่มค้นหา และเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองซักที ลดการสอนให้ผู้เรียนเป็นคน passive หรือผู้รับ แต่ผลักดันให้เขาเป็นคน active หรือผู้เริ่มในการเรียน

กลับมาสู่หัวข้อเรื่อง การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ Voices in ELT กันอีกครั้ง แต่คราวนี้ขอนำเสนอผลประเมินของอาจารย์ภาษาอังกฤษประจำมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รองศาสตราจารย์ ดร. ภาวิณี ธีรคุปต์ ท่านได้ประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่ขัดขวางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ กล่าวโดยคร่าว คือ ปัญหาสำหรับผู้สอน ปัญหาสำหรับผู้เรียน และปัญหาจำนวนนักเรียนที่มากเกินไปต่อห้อง

อาจารย์กล่าวว่า สำหรับผู้สอนในประเทศไทย มักล้วนประสบกับปัญหาต่าง ๆ ที่เหมือนกัน คือ ภาระงานที่หนักอึ้ง จำนวนนักเรียนที่เยอะเกินพอดีในแต่ละห้อง ปัญหาห้องเรียนไม่เพียงพอ รวมไปถึงปัญหาเทคโนโลยีในการรองรับและสนับสนุนการศึกษา บางโรงเรียนอาจารย์มีความสามารถแต่เทคโนโลยีไม่เพียงพอ กลับกัน บางโรงเรียนเทคโนโลยีทันสมัยและมากพอทว่าอาจารย์กลับไม่เรียนรู้การใช้ให้ดี จนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

สำหรับปัญหาของผู้เรียน นับว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุด คือ ผู้เรียนขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมในการเรียน บางคราวอยากเรียนหัวข้อนี้แต่ไม่ได้เรียน เพราะหลักสูตรที่ล้าสมัยแต่ยังคงต้องใช้สอนอยู่ บางครั้งเรียนในสิ่งที่ไม่ “ตรงใจ” เรียนสิ่งที่สามารถใช้ได้จริง…เพียงบางส่วน ทำให้บางทีนักเรียนนักศึกษารู้สึกเหมือนถูกบังคับ ขาดแรงจูงใจ ขาดความใคร่รู้ จนบางทีส่งผลไปถึงทัศนคติแย่ ๆ ต่อการเรียนการสอนวิชานั้น

กล่าวถึงประเด็นปัญหาจำนวนนักเรียนที่มากเกินไปในแต่ละห้อง ประเด็นนี้มีวิทยากรให้ความสำคัญกันถึงสองท่าน โดยมิได้นัดหมายมาก่อนแต่อย่างใด นั่นคือ รศ.ดร. ภาวิณีท่านนี้และวิทยากร Grant Trew ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนโทอิค ทั้งสองท่านกล่าวพ้องกันอย่างเป็นนัยว่า เมืองไทยมีนักเรียนในห้องจำนวนมากเกินพอดี คือห้องละประมาณ 45 ถึง 60 คน Grant Trew บอกว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดมาก เพราะสอนอย่างไรก็ไม่มีทางทั่วถึง ด้วยความที่การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ใช้ทักษะ เพราะฉะนั้นหากสอนภาษาโดยขาดการฝึกฝนในห้องเรียน ก็เหมือนการให้เด็กท่องจำตัวอักษรภาษาอังกฤษ แต่ไม่ให้ลองเขียนจริง นักเรียนจำทฤษฎีได้ แล้วใช้ได้จริงหรือไม่ รู้ว่าการอ่านออกเสียงที่ดีเป็นอย่างไร แต่เคยได้พูด หรือกล้าพูดจริง ๆ สักกี่ครั้ง

Grant Trew เสริมว่าการสอนภาษาอังกฤษควรมีการเสริมทักษะต่าง ๆ ผนวกไว้ในห้องเรียน ไม่ใช่เพียงการสอนเพื่อให้เข้าใจแต่ไม่มีพื้นที่หรือเวลาให้ผู้เรียนได้พัฒนาจริง และอย่างต่อเนื่อง ตัวผู้เขียนเองรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะลดจำนวนนักเรียนลง แต่ในฐานะอาจารย์ เราควรมีวิธีแก้ไขอย่างไร ในการสอนเด็กจำนวนเยอะ ๆ แต่ทั่วถึงให้ได้มากที่สุด นอกจากประเด็นเรื่องการทั่วถึงแล้ว การฝึกฝน และการมีส่วนร่วมในห้องเรียนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

จากที่ผู้เขียนได้เกริ่นถามมาแล้วตอนเปิดเรื่องที่ว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยเราในปัจจุบันนี้ มีวิธี แนวทาง และควรเป็นไปอย่างไร???

ตอนนี้ คงถึงคราวที่ผู้เขียนจะหยุดเล่าแล้วหันกลับมาถามคุณ ๆ เสียที ว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิตของเรา ควรเป็นในแนวทางใด มีข้อบกพร่องควรแก้ไข หรือข้อดีที่ควรเสริม ตรงไหน อย่างไร??

ถึงเวลาที่เราควรหยุดคิด และเลือก เลือกจะหยุดอยู่กับที่ ถอยหลัง หรือเดินหน้าต่อ

เพราะ การสอนคือการเรียนรู้ … ที่ไม่สิ้นสุดนั่นเอง

==============================

ผู้เขียน

อชิรญา สุทธางคกูล จบการศึกษาปริญญาบ้ณฑิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลกรณ์มหาวิทยาลัย  และ ปริญญามหาบัณฑิตสาขาการจัดการทางวัฒนธรรมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยมีประสบการณ์การทำงานภาคเอกชนที่หลากหลาย ปัจจุบันเป็นนักวิชาการประจำสถาบันภาษา ศิลปะ และวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต